|
เผยภาพแรก "ดวงอาทิตย์" จากกล้องตัวใหม่ของ "นาซา" |
|
|
|
|
เขียนโดย Administrator
|
|
Tuesday, 27 April 2010 |
ภาพด้านซ้ายคือ หนึ่งในภาพดวง อาทิตย์ชุดแรกที่ส่งมาจากกล้องเอสดีโอ กล้องสำรวจดวงอาทิตย์ตัวใหม่ของนาซา โดยเป็นภาพดวงอาทิตย์ทั้งดวง ซึ่งบันทึกในย่านอัลตราไวโอเลตในหลายช่วงความยาวคลื่น และความแตกต่างของสีซึ่งเกิดจากการตกแต่งภาพนั้นแสดงให้เห็นถึงความแตกต่าง ของอุณหภูมิบนพื้นผิวดวงอาทิตย์ โดยสีแดงมีอุณหภูมิต่ำกว่าคือประมาณ 60,000 องศาเซลเซียส ส่วนสีเขียวร้อนกว่าคือประมาณ 1,000,000 องศาเซลเซียส (สเปซด็อทคอม/นาซา)นาซาเผยภาพแรก จากกล้องสำรวจดวงอาทิตย์ตัวใหม่ ที่เพิ่งส่งขึ้นไปเมื่อ เดือน ก.พ. ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์คาด จะช่วยให้เข้าใจวัฏจักรสุริยะและการเปลี่ยนแปลงสนามแม่เหล็กบนจุดมืด หลังจากส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศโซลาร์ไดนามิกส์ (Solar Dynamics Observatory) ขึ้นไปเมื่อ 11 ก.พ.53 เพื่อสำรวจลึกลงไปในชั้นของดวงอาทิตย์ จับตาดูพายุสุริยะและค้นหาความจริง ถึงความลึกลับภายในดวงอาทิตย์ ล่าสุดองค์การบริหารการบินอวกาศ สหรัฐฯ (นาซา) ได้เผยภาพแรกของดวงอาทิตย์ ที่บันทึกโดยกล้องโทรทรรศน์ตัวใหม่นี้ ซึ่งเกินความคาดหมายของนักวิทยาศาสตร์ “ยานอวกาศและเครื่องมือทำงานได้ดีมาก ในความเห็นของผมนะ สิ่งที่เราได้เห็นนั้นน่าตื่นเต้นจริงๆ" สเปซด็อทคอมระบุความเห็นของ ริชาร์ด ฟิเชอร์ (Richard Fisher,) ผู้อำนวยการฝ่ายฟิสิกส์สุริยะ (Heliophysics Division) ณ สำนักงานใหญ่นาซาในรัฐวอชิงตัน ดีซี กล้องโทรทรรศน์อวกาศโซลาร์ไดนามิกส์หรือเอสดีโอ (SDO) นี้ได้นำอุปกรณ์ 3 อย่าง ซึ่งจะทำหน้าที่มองเจาะเข้าไปในดวงอาทิตย์ แล้วส่งภาพที่มีความละเอียดยิ่งกว่าภาพของโทรทัศน์ความละเอียดสูงเอชดี (HD) ถึง 10 เท่ากลับมายังโลก “ผมเชื่อว่านี่กำลังจะเป็นการการปฏิวัติการมองดวงอาทิตย์ใหม่" ฟิเชอร์กล่าวกับสเปซด็อทคอม พร้อมทั้งเปรียบเทียบว่า กล้องเอสดีโอนี้จะปฏิวัติการศึกษาดวงอาทิตย์ในรูปแบบเดียวกับที่กล้อง โทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) ได้ปฏิวัติการศึกษาดาราศาสตร์ฟิสิกส์ กล้องโทรทรรศน์ตัวใหม่ของนาซานี้ ยังจะให้ข้อมูลอันน่าประหลาดใจปริมาณมากกลับมายังโลก โดยจะส่งข้อมูลปริมาณมหาศาลประมาณ 150 ล้านบิทต่อวินาทีตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ซึ่งเทียบได้กับการส่งข้อมูลเพลง 500,000 เพลงต่อวันลงมาสถานีภาคพื้น และเป็นปริมาณข้อมูลที่มากกว่าข้อมูลจากปฏิบัติการใดๆ ในประวัติศาสตร์ของนาซา การเฝ้าสังเกตหลายๆ ความยาวคลื่นของดวงอาทิตย์พร้อมๆ กัน พ่วงกับการสำรวจในจังหวะที่รวดเร็ว จะทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้รับรายละเอียดของลักษณะปัจจุบันภายในดวงอาทิตย์ อย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน และยังช่วยในการตรวจตราการปะทุของดวงอาทิตย์ และพายุที่สามารถส่งผลกระทบต่อโลกได้ และจะฉายให้เห็นความรุนแรงของสนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นกระบวนการที่ เกิดขึ้นภายในดวงอาทิตย์ด้วย
ภาพเปรียบความคมชัดของกล้องเอสดี โอกับกล้องอื่นๆ ของนาซาและความคมชัดของทีวีความละเอียดสูงและความละเอียดทั่วไป (ขวาไปซ้าย) ภาพจากกล้องเอสดีโอ , ภาพจากกล้อง STEREO ,ภาพจากทีวีความละเอียดสูง, ภาพจากกล้องโซโฮ (SOHO) ซึ่งเป็นกล้องสำรวจดวงอาทิตย์ตัวเก่าของนาซา และภาพจากทีวีความละเอียดทั่วไป (นาซา/สเปซด็อทคอม) “สิ่งดีเกี่ยวกับบเอสดีโอคือเราจะได้ข้อมูลดวงอาทิตย์ทั้งดวงตลอดเวลา" ฟิลิป เอช.สเชอร์เรอร์ (Philip H. Scherrer) ประธานทีมเฝ้าติดตามเครื่องมือสร้างภาพการสั่นสะเทือนบนดวงอาทิตย์และภาพแม่ เหล็กของกล้องเอสดีโอ จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ในพาโล อัลโต แคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ กล่าว ขณะที่ฟิเชอร์เสริมว่า การสำรวจคุณลักษณะและวิวัฒนาการของดวงอาทิตย์ก่อนหน้านี้ได้แสดงให้เห็นว่า สนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์มีอิทธิพลมากกว่าที่เราคิดอย่างมาก ส่วนดีน เพสเนลล์ (Dean Pesnell) นักวิทยาศาสตร์ในโครงการเอสดีโอ จากศูนย์การบินอวกาศกอดดาร์ด (Goddard Space Flight Center) สหรัฐฯ กล่าวว่า สนามแม่เหล็กนั้นมีพลวัตสูงมาก และรูปแบบของสนามแม่เหล็กไม่เคยซ้ำกันแต่จะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม แม้กล้องเอสดีโอจะอยู่ในขั้นตอนของการปรับเทียบอุปกรณ์ต่างๆ และเพิ่งเข้าสู่วงโคจรสุดท้าย แต่ก็บันทึกภาพที่เปิดเผยสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อนกลับมา โดยฟิเชอร์กล่าวว่า หนึ่งในการสำรวจที่น่าสนใจคือ วิวัฒนาการของพื้นซึ่งมีความเคลื่อนไหวของดวงอาทิตย์ที่เรียกว่า "จุดมืด" (sunspot) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมที่มีสนามแม่เหล็กสูง และกล้องได้จับภาพจุดมืดเหล่านี้ลดลงในรูปแบบที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้คาดไว้ “มันเป็นความสับสนเล็กน้อยว่าเกิดอะไรขึ้น เอสดีโอพบว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในสนามแม่เหล็ก ที่เป็นผลจากการลดลงของจุดมืดนั้น ได้ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อชั้นบรรยากาศด้านบนของดวงอาทิตย์ คล้ายกับปรากฎการณ์บนโลกที่ฟ้าผ่าในรัฐอินเดียนาเป็นสาเหตุให้เกิดเฮอริเคน ที่ชายฝั่งตะวันออกได้" ฟิเชอร์กล่าว จุดมืดนั้นเชื่อมโยงกับการระเบิดของสสารดวงอาทิตย์ออกสู่อวกาศ ที่รู้จักกันว่า "การปลดปล่อยมวลโคโรนา" (coronal mass ejection) หรือซีเอ็มอี (CME) โดยกล้องเอสดีโอสามารถเห็นความเชื่อมโยงระหว่างจุดมืดกับการปลดปล่อยมวลนี้ และคลื่นที่กระเพื่อมไปบนผิวดวงอาทิตย์เชื่อมโยงกับจุดมืดและการปะทุซึ่ง เป็นสาเหตุของจุดมืด อลัน ไทเทิล (Alan Title) ประธานการเฝ้าติดตามในส่วนของการประกอบภาพชั้นบรรยากาศดวงอาทิตย์ของกล้อง เอสดีโอจากห้องปฏิบัติการสุริยะและดาราศาสตร์ฟิสิกส์ล็อกฮีดมาร์ตินโซลาร์ (Lockheed Martin Solar and Astrophysics Laboratory) กล่าวว่า การปลดปล่อยมวลโคโรนานั้น ได้ปลดปล่อยมวลออกมามากเท่ากับปริมาณน้ำในแม่น้้ำมิสซิสซิปปี (Mississippi River) ด้วยความเร็วประมาณ 1 ล้านไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 1.6 ล้านกิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยสสารบนดวงอาทิตย์ถูกเร่งให้มีความเร็วระดับนี้ในเวลาเพียง 1 วินาที ฟิเชอร์กล่าวว่า กล้องเอสดีโอได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ตะลึงงันตั้งแต่ยังไม่ได้ทำงานเต็มที่ ซึ่งประมาณเดือนหน้ากล้องจึงจะเริ่มทำงานได้เต็มที่ และบอกว่าสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการทำงานอันมีประสิทธิภาพสูงของการทดลองทาง วิทยาศาสตร์นั้นคือเราจะไม่เข้าใจว่าเราได้อะไรกลับมา ปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงสนามแม่เหล็กไฟฟ้าบนดวงอาทิตย์ไม่หยุดเพียงแค่ สร้างความสนใจให้นักวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ปรากฏารณ์ที่เกิดขึ้นยังมีผลกระทบยิ่งใหญ่ต่อโลก โดยหยุดระบบการสื่อสาร ระบบดาวเทียมจีพีเอสหรือแม้แต่ระบบจ่ายกระแสไฟฟ้า ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงคาดหวังว่ากล้องเอสดีโอจะช่วยให้พวกเขาพยากรณ์การ ปะทุของดวงอาทิตย์และการปลดปล่อยมวลโคโรนาในทิศทางที่รบกวนโลกได้ดีขึ้น “ยิ่งเรามีความรู้เกี่ยวกับการปะทุนี้ดีเท่าไหร่ เราจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เท่านั้นแทนที่จะอยู่อย่างเฉื่อยชาต่อสภาพ อากาศในอวกาศ" ทอม วูดส์ (Tom Woods) ประธานเฝ้าติดตามฝ่ายการทดลองการเปลี่ยนแปลงรังสีอัลตราไวโอเลตอย่างรุนแรง จากมหาวิทลัยโคโลราโร (of Colorado) ในโบลเดอร์กล่าว ทั้งนี้ หากกล้องเอสดีโอช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจดวงอาทิตย์ได้ดีขึ้นก็จะฉายความ หวังในการศึกษาดาวฤกษ์อื่นๆ เช่นกัน  ภาพจำลองกล้องเอสดีโอขณะถูกส่ง ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ (นาซา/กอดดาร์ด/สเปซด็อทคอม) |